Profil de iNOTEinote ==>You'll never wa...PhotosBlogListes Outils Aide

iNOTE POWER

Occupation
Lieu
Impossible is nothing !!!

inote ==>You'll never walk alone.[คุณ...จะไม่มีวันเดียวดาย]

มีเพียงเธอคนคนเดียวเท่านั้นที่ทำฉันให้ฝันดี หากว่าฝันชัดอย่างนี้ ก็อยากจะฝันเพื่อเห็นภาพเธอนั้นตลอดไป
inote  
Photo 1 sur 3
26 novembre

แค่มอง....

believe.gif

 มีอยู่ว่า...
สมัยตอนเป็นเด็ก จำได้ว่าในวิชาพละศึกษา คุณครูสั่งให้เราวิ่งรอบสนามกันคนละ
10 รอบ เพื่อจับเวลา ของแต่ละคน แถมยังมีรางวัลมาล่อใจอีกด้วยว่า
ใครเข้าเส้นชัยได้คนแรกจะมีคะแนนพิเศษเพิ่มให้
พอเริ่มออกสตาร์ท ฉันก็สังเกตเห็นเพื่อนหลายคน
พยายามจะเบียดตัวเองขึ้นมาอยู่แถวหน้าสุด
เพื่อที่จะได้เปรียบคนอื่นในช่วงออกตัว แล้วพอครูบอกว่าวิ่งได้เท่านั้นแหละ
เพื่อนหลายคนของฉันก็วิ่งปรู๊ดออกไปแบบไม่คิดชีวิต
ส่วนฉัน - โน่น วิ่งอยู่หลังสุด ไม่ได้ช้าเพราะเหนื่อย หรือเพราะวิ่งไม่เก่ง
แต่ฉันกำลังรู้สึกสนุกสนานกับการวิ่งจับเวลาซะเหลือเกิน
เพราะฉันวิ่งไป- คุยไป กับเพื่อนซี้รู้ใจแบบไม่สนเวลา
ฉันสนใจความสนุกสนานระหว่างการวิ่งมากกว่า
บางทีเห็นคนข้างหน้าที่วิ่งนำมาหลายรอบกำลังชะลอความเร็ว เพราะเหนื่อยหอบ
ก็อดที่จะขอวิ่งแซงหน้าบ้างไม่ได้ หรือบางทีหันไปเห็นเพื่อนที่วิ่งรั้งท้ายตลอด
ก็จะพยายามวิ่งให้ช้าลง รอให้เขาวิ่งทันจะได้คุยไปด้วยกันหลายๆ คน….สนุกดี
หรือบางทีรู้สึกไม่อยากแซงคนข้างหน้าขึ้นมาเฉยๆ เพราะว่าวิ่งตามหลังเขา
จะได้แอบนินทาเขาได้ สนุกไปอีกแบบ จะทำลายสถิติไหม ไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าวิ่งช้าๆ
มันไม่เหนื่อย และขอแค่วิ่งให้ถึงเส้นชัยก็พอ

 

คงคล้ายๆ กับความรักกระมัง
ทุกคนมีเส้นชัยของตัวเอง มีสถิติที่ตัวเองพอใจ แต่คนที่เข้าเส้นชัยก่อน
ใช่ว่าจะคว้าความรักที่ดีได้ก่อนเสมอไป และสถิติที่ดี
ก็ไม่ได้การันตีว่าความรักจะสมบูรณ์แบบ
ในขณะที่สังคมทุกวันนี้ปลูกฝังให้เราวิ่งแซงคนอื่น ๆ เสมอ
อย่าพยายามให้ใครแซงหน้า เพราะนั่นย่อม หมายถึง การพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไป
แต่สังคมของความรักสอนให้คนรู้จักผ่อนจังหวะก้าวให้ช้าลง แต่หนักแน่นขึ้น
โลกภายนอกบอกให้เรารู้ว่า อย่าวิ่งตามใครถ้าไม่แน่ใจว่าจะตามเขาได้ทัน
เพราะมันเสียแรงเปล่า และโง่เหลือเกิน แต่โลกของความรัก
ใครอีกหลายคนสมัครใจที่จะเป็นคนโง่ เพื่อวิ่งตามคนที่ตัวเองรักให้ทัน
ทั้งที่รู้แก่ใจว่าไม่มีวันนั้น




เพื่อนรักคนหนึ่งของฉัน มีเส้นชัยในหัวใจของเธอเอง
คนรักของเธอเป็นนักวิ่งฝีเท้าดี เพราะตั้งแต่อยู่กันมา
เขาออกวิ่งก่อนเธอเสมอ ไม่เคยบอกล่วงหน้า และไม่เคยชะลอความเร็วลงเลย
แต่ความเร็วของเขาก็ไม่มากไปกว่าความรักที่เธอมี
ความรักทำให้เธอวิ่งเร็วขึ้น ใกล้เขามากขึ้น
และไม่ยอมปล่อยให้เขาทิ้งระยะจนคลาดสายตาเธอ
แต่เมื่อเกือบที่จะถึงตัวเขาเธอก็จะเลือกที่จะวิ่งให้ช้าลงราวกับว่าจะวิ่งเหยาะๆ
ตามเขาไปเรื่อยๆ เธอแซงหน้าเขาได้แต่......เธอไม่ทำ
แม้แต่จะวิ่งให้ทันเขาในแนวเดียวกัน เธอก็ทำได้......แต่เธอไม่ทำ
เหตุผลที่ฟังดูเหมือนง่ายของเธอทำเอาใจฉันนิ่งงัน
“ ถ้าวิ่งให้ทันเขา หรือแซงหน้าเขาไป ฉันก็คงมองไม่เห็นเขาในชีวิตอีก
แต่ถ้าฉันวิ่งตามเขาห่างๆ แบบนี้ เท่ากับว่าฉันยังได้เห็นความเป็นไปของเขา
ยังมีเขาอยู่ในสายตา  ในชีวิต แม้ว่าเขาจะไม่เคยหันหลังกลับมา
แล้ววิ่งให้ช้าลงเลยก็ตาม” “ แล้วทำไมไม่เข้าใกล้เขากว่านี้
ทำไมต้องเว้นระยะห่างแบบนี้ด้วย  เธอเป็นคนรักของ เขา นะ”
คำถามของฉันทำให้แววตาของเพื่อนรักปรากฏรอยเศร้า
… แต่ปากยิ้ม

“ ฉันกลัวเขารู้ตัว แล้ววิ่งหนีฉันไปไกลยิ่งกว่านี้
ถึงวันนั้นฉันอาจเหนื่อยจนหมดแรงที่จะวิ่งตามอีกต่อไปแล้ว…ห่างแบบนี้ดีกว่า ฉันได้เห็นเขา มันอุ่นใจ
หรือถ้าวันหนึ่งเขาล้มลง… ฉันจะได้วิ่งเข้าไปช่วยพยุงได้ทัน
และถ้ามันจะทำให้เขาเห็นความจริงใจของฉัน
เขาอาจจะชวนฉันวิ่งไปพร้อมกันอีกครั้ง   ถ้าเขาหายดีแล้ว”
ความรักทำให้คนมีความหวังอยู่เสมอ ในขณะเดียวกัน
มันก็ทำให้คนบางคนดูโง่งมงายเสียเต็มประดา ถ้าเพื่อนเลือกที่จะวิ่งออกนอกเส้นทาง
แล้วไปตั้งต้นใหม่กับใครสักคนที่เขาพร้อมจะวิ่งไปกับเพื่อน
ป่านนี้..เพื่อนของฉันคงเข้าเส้นชัยไปนานแล้ว
แต่เพื่อนยังคงเต็มใจที่จะวิ่งตามเขาไปเรื่อยๆ
แม้ว่าบางทีอาจจะไม่มีวันนั้น .. วันที่เพื่อนเข้าเส้นชัยแห่งความรัก
เพราะบางที….. “ เส้นชัย ” อาจไม่มีความหมาย
ต่อคนบางคนหากว่าเขาเข้าเส้นชัย แต่ได้ทำหัวใจหล่นหายไประหว่างทาง
เมื่อความสุขคือ… การโง่ที่จะรักและวิ่งตาม
ในสังคมของความรัก… ฉันจึงมองเห็นคนที่วิ่งช้า
และปรารถนาจะเป็นผู้ตามด้วยความเต็มใจอยู่เสมอ
ความรัก ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต …. แต่ความรักเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีค่ามากที่สุด
เป็นไงกันบ้างอะจ้ะ... บางครั้ง...บางคนก็คิดว่า
ทำไมจะต้องตามเค้านะ... ความคิดนี้คงจะเกิดขึ้นกับใครหลายๆ คน ...
ตอนนี้ก็คงจะพอรู้สึกถึงความรู้สึกของการตามบ้างแล้วนะ..
อยากเป็นคนตาม...โดยที่ไม่รู้จักเหนื่อยบ้างเหมือนกันเน๊าะ..

 

20 mars

Stop & Smile

 
บางครั้งเราก็ต้องยอมหยุดชั่วขณะ
เพื่อรอที่จะเดินต่อไป
ไม่ใช่ดันทุรัง…
เพื่อที่จะต้องหยุดตลอดไป

บ่อยไป..ที่เราเจอความยุ่งยาก และวุ่นวาย
จนไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนหลัง
ไม่รู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไรก่อนหลัง
บางครั้งอุปสรรคก็เป็นเรื่องของอุบัติเหตุ
ซึ่งมาอย่างไม่มีเหตุผล ไม่นึกไม่ฝัน มาอย่างไม่มีคำอธิบาย
และบางครั้งมันค่อยๆ มา แต่บางครั้งมันก็ถาโถมมาพร้อมๆ กัน
ถ้าเจออย่างนั้นก็คงเป็นยากที่จะรับมือ

เมื่ออะไรร้อยอย่างพันอย่างดาหน้าเข้ามา
ก็คงไม่ต่างอะไรกับการที่มีใครสักคนโยนเชือกวงใหญ่มาครอบตัวเราไว้
แล้วหมุนเชือกให้เกลียวพันกันยุ่งเหยิง
ความตกใจจะทำให้สติของเรากระจัดกระจาย
และตื่นตระหนกกับความอึดอัด และคับแคบ
เหมือนไม่มีทางออก เหมือนไม่มีอากาศหายใจ
จนต้องวิ่งวนหาทางออกอยู่อย่างนั้นด้วยความตื่นกลัว และไม่รู้ตัว
เหมือนคนที่ตกใจเวลาเจอเหตุการณ์ที่รุนแรง ที่ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลัง
รู้เพียงแต่ว่าต้องวิ่งๆๆ ต้องหนี ต้องร้อนรน
โดยไม่มีทางรู้เลยว่าขณะที่วิ่งไม่รู้ทิศอยู่นั้น
เชือกยิ่งจะพันตัวเรามากขึ้น และจะมัดเราไว้อย่างแน่นหนาในที่สุด

ลองหยุดสักพักดีไหม…หยุดให้หัวใจได้หายเหนื่อย
หยุดให้เวลาตัวเอง ให้สติได้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว
แล้วอาจจะมีเวลาทบทวนว่า นาทีนี้เราต้องทำอะไรเป็นสิ่งแรก
การหยุดอยู่นิ่งๆ สักครู่ จะทำให้เรารู้ว่า
เราต้องมองเชือกที่กำลังมัดเราอยู่อย่างยุ่งเหยิงอย่างพิจารณา
มองหาปลายเชือกหรือต้นเชือกให้เจอ แล้วค่อยมาตัดสินใจว่า
เราจะเริ่มคลายที่ปลายเชือกหรือต้นเชือกง่ายกว่ากัน
หยิบออกมาสักทางแล้วค่อยๆ ย้อนปลายเชือกออกไปทีละนิด
ย้อนออกไปทางที่มันพันเข้ามา
ถ้าเหนื่อยก็หยุดพักก่อน หายเหนื่อยแล้วค่อยลุกขึ้นมาทำต่อ
ค่อยๆ คลายมันต่อไป แม้ว่ามันจะยังไม่คลายไปทั้งหมด
แต่ก็ยังพอมีพื้นที่ให้เราได้เคลื่อนไหวในระดับหนึ่ง

การทำงานหรือทำอะไรบางอย่างที่เรามุ่งที่จะทำให้เสร็จ
ทำๆๆ โดยไม่รู้จักหยุด อาจจะทำให้งานนั้นเสร็จไวก็จริง
แต่เราก็จะเหนื่อยเกินกว่าความเป็นจริง แล้วงานก็จะไม่ดีจริง

บางเวลา…
เราก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามชีวิตทุกครั้ง
แค่เราหยุดนิ่งๆ สักพัก แล้วชีวิตจะหยุดรอเรา

 
 
ป ล . . .
ปั ญ ห า ต่ า ง ต่ า ง ถ้ า เ ร า ห ยุ ด ใ ช้ ค ว า ม คิ ด ใ น ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า อ ย่ า ง มี ส ติ โ ด ย ก า ร ไ ม่ ใ ช้ อ า ร ม ณ์ เ ชื่ อ ไ ด้ เ ล ย ว่ า ทุ ก ปั ญ ห า จ ะ ต้ อ ง มี ท า ง อ อ ก เ ส ม อ ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น เ รื่ อ ง อ ะ ไ ร ก้ อ ต า ม . . . .
4 mars

ยากที่จะสู้

 

 
...........คนที่กล้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าความรักคืออะไร...............

คนกล้าหาญที่พร้อมจะเผชิญกับความผิดหวัง

ความรักไม่ใช่ความสำเร็จในความรัก

จึงไม่ต้องการนิยามหรือเงื่อนไขไดๆ

ความรู้สึกที่อยู่ในจิตใจต่างหาก

ที่จะเป็นสิ่งกำหนดว่าจะต้องผ่านอะไรไปไห้ได้

เพื่อที่จะรัก

ความรักจะเป็นแรงผลัก

ให้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลก

ความรักจะสอนให้รู้จักความอดทนและเสียสละ

จะสอนให้รู้ซึ้งกับการมีชีวิตอย่างมีค่า

ยิ่งกว่าบทเรียนไดๆ

ความรักจะบอกว่าการอยู่เพื่อรักใครสักคนนั้น

เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่

ที่สามารถทำให้ตัวตนของคนลุกขึ้น

ทัดเทียมกับทุกคนบนโลกใบนี้

ความรักเป็นเรี่ยวแรงของชีวิตและทำให้โลกหมุนเป็นตัวสำคัญที่ทำให้ .....หัวใจเคลื่อนไหว.....

 

ความรักที่แท้จริง

จะบริสุทธิ์ไม่คาดหวัง ไม่ถือสา

ความสุขจะเป็นละอองไอปลิวไปในอากาศ

เหมือนสายลมอ่อนที่มองไม่เห็นแต่ก็เย็นสะบาย

รักเถอาะ........กล้าที่จะรัก

เพราะรักนั้นจะเต็มคุณค่า

สำหรับคนที่พร้อมจะเจอกับทุกๆอย่างเท่านั้น

หากไม่กล้าสูญเสีย..ก็ไม่มีวันได้รู้จักการครอบครอง

เพราะบางที.....

ความรักก็อาจไมได้เป็นเรื่องของคนสองคน

เมื่อหัวใจคนอื่นบังคับไม่ได้

ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับหัวใจตัวเอง

สักนาทีที่ได้รักใครสักคนอย่างแท้จริงนั้น

ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะบอกเล่าให้ใครฟังได้

แม้ที่สุดแล้ว....จะไม่ได้อะไรตอบแทน

แต่อย่างน้อยวันคืนที่เล็กน้อยเหล่านั้น....

ก็จะสร้างความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ตลอดไป
 

เรื่องราวของความรัก

 

 

 

แต่ละคน เติบโตมาจากที่แตกต่างกัน

ยิ่งมาอยู่ใกล้กันมาก..ก็ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างของ

คนสองคน

...

อาจมีหลายครั้งที่เรารู้สึกขัดใจ ที่อีกคนทำอย่างงั้น ทำอย่างงี้

หรือพูดจาอะไรที่เราไม่ค่อยพอใจ

...

แต่ด้วยความรักที่มีอยู่และหวาดกลัวว่า

หากพูดหรือทำอะไรออกไปแล้วจะเกิดการกระทบกระทั่ง

หรืออาจทำให้เสียความรู้สึกกันไปป่าวๆ

...

จึงเก็บความอึดอัดใจนั้นไว้ดีกว่า

จนเผลอลืมไปว่าความรู้สึกที่ไม่ได้รับการผ่อนคลายนั้น

จะถูกทับถมสะสมไว้ให้สูงขึ้นเป็นความขุ่นเคือง

ในอารมณ์..อยู่เสมอ

...

และอาจถึงจุดที่ไม่อาจทนได้ในสักวัน

...

การคบหากับใครสักคนอย่างจริงจังนั้น

เราต้องไม่ลืมว่า

คนคนนั้นคือคนที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน..ตลอดไป

อย่าให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอดทนขนาดนั้นเลย..ดีไหม.

...

กล้าที่จะพูดในแง่ดีและแง่เสีย

เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้รับรู้และปรับตัวเข้าหากัน

เพื่อถนอม..รัก..ไว้ให้อยู่ด้วยกันนานๆ

...

เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย..หากจะ

เก็บความรู้สึกเพื่อที่จะรักกันให้มากๆในวันนี้

...แต่ไม่เคยยอมรับอะไรกันได้

และให้ความรักน้อยลงในวันต่อไป...

...

อย่าปล่อยความขุนเคืองใจเล็กๆ

ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

ต้องกล้าที่จะพูดคุยกันให้เข้าใจ

และให้ทุกความคลางแคลงใจจบลง..ที่ตรงนั้น

...

ความรัก

เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะถูกบั่นทอน

ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ

แค่คนสองคนไม่ได้คุยกัน

...

 

มุมเล็กเล็ก...

เหนื่อย...เมื่อย...ล้า..

คือว่ามันอ่านหนังสือไม่ไหว

เลยพร่ำเพ้อไปเรื่อยเปื่อย

รู้สึกว่ายิ่งเรียนยิ่งท้อ

แต่ก้อจะสู้ต่อไป

เพื่อสิ่งหนึ่ง

คือ.

 .

25 décembre

•sTory oF the moOn•

•sTory oF the moOn•

นานมาแล้ว..สมัยที่โลกยังมีพระจันทร์ 2 ดวง

มีดวงจันทร์ดวงหนึ่งเป็นผู้หญิงกับอีกดวงหนึ่งเป็นผู้ชาย

และดวงจันทร์ทั้งสองดวงนี้ ต่างก็รักกันมาก

ดวงจันทร์ทั้งสองไม่เคยแยกห่างจากกัน…

...ทุกๆ คืนเมื่อมองไปบนฟ้าจะเห็นดวงจันทร์ทั้งคู่ อยู่เคียงข้างกันเสมอ..



แต่แล้ววันหนึ่ง ………………………………………………

ดวงจันทร์ผู้หญิงได้ไปพบกับดวงอาทิตย์ 

ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงหลงใหลในแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์

จนเลื่อนตัวตามดวงอาทิตย์ไปทีละน้อย ทีละน้อย

....และก็แยกมาจากดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งในที่สุด...

เมื่อค่ำคืนมาถึง..

จึงมีดวงจันทร์ผู้ชายเหลืออยู่ เพียงดวงเดียว
..
ส่วนดวงจันทร์ผู้ชายก็ได้แต่ตามหาดวงจันทร์ผู้หญิงไปทุกหนทุกแห่ง
...
  คืนแล้วคืนเล่า วันเวลาล่วงผ่านไป

แต่ดวงจันทร์ผู้ชายก็ไม่สามารถหาดวงจันทร์ผู้หญิงได้พบ..
...
ด้วยความคิดถึง และอยากพบดวงจันทร์ผู้หญิงให้เร็วที่สุด

ทำให้ดวงจันทร์ผู้ชายคิดว่า

"หากเรามัวแต่ตามหาอยู่อย่างนี้ คงไม่ได้เจอแน่ๆ"

จึงตัดสินใจ.. ระเบิดตัวเอง เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปทั่วทั้งจักรวาล


เพื่อให้ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นออกตามหาดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งนั้น...

.....

เมื่อเวลาผ่านไป

ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิง ได้เห็นถึงความจริงว่า..

แม้ดวงอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้า สวยงามสักปานใด

แต่ดวงอาทิตย์ก็มิได้ส่องแสงเจิดจ้า แต่เพียงเธอเท่านั้น

ยังส่องแสงไปยังดาวดวงอื่นๆ อีกมากมาย

ดวงจันทร์ผู้หญิงจึงกลับมาหาดวงจันทร์ผู้ชายอีกครั้ง....

.... แต่หาเท่าไรก็หาดวงจันทร์ผู้ชายไม่พบ

ต่อมาจึงได้รู้ว่า ดวงจันทร์ผู้ชายยอมระเบิดตัวเองพียงเพื่อตามหาตน

จนกระจัดกระจายเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ

ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงรู้ว่าไม่มีวันที่จะได้เจอกับดวงจันทร์ผู้ชายอีกต่อไปแล้ว

จึงได้แต่โศกเศร้า และเสียใจ ....

แต่ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่ดวงจันทร์ผู้ชายมีต่อดวงจันทร์ผู้หญิง

ทุกค่ำคืนจึงพยายามเปล่งประกายแสงที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตน
 

ส่งให้ถึงดวงจันทร์ผู้หญิงเกิดเป็นแสงพร่างพรายเต็มท้องฟ้า เคียงข้างดวงจันทร์

จนเกิดเป็นดวงจันทร์และดวงดาว ให้เราเห็นจนถึงทุกวันนี้
..
หากเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

วันไหนที่เห็นจันทร์สวยสดวันนั้น คุณก็จะไม่เห็นดาวดวงเล็กดวงน้อยส่องแสง

หรือ วันใดคุณเห็นดาวเปล่งประกายเต็มฟ้ามืดวันนั้น คุณก็จะไม่พบดวงจันทร์....

.....เขาและเธอ ไม่อาจพบกันตลอดกาล.....

**ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกใครที่ดีกว่า
อย่าลืมว่ายังมีคนที่คุณเคยรักและเขาก็รักคุณอยู่ตลอดไม่เปลี่ยนแปลง
แม้ว่าเขาคนนั้นอาจจะไม่ได้เพียงเสี้ยวหนึ่งของคนใหม่เลยก็ตาม**

 

ป.ล. อ่านแล้วโดนมั๊ยล่ะ

8 décembre

เพื่อนเป็นสสารที่แปลกยิ่งคบนานยิ่งบอบบาง

คงไม่มีใครที่จะกล้าลุกขึ้นมาประกาศศักดาว่า
สามารถยืนอยู่บนโลกนี้ได้โดยลำพัง และปฏิเสธว่า เพื่อน
คือสิ่งฟุ่มเฟือยที่สุดเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์อันยาวนาน
เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีใครสามารถยืนอยู่บนโลกนี้เพียงคนเดียวได้
ไม่ว่าเขาจะเป็นคนเข้มแข็งหรือต่อให้มีขาแข็งสักเพียงไหน
มันต้องมีสักวัน สักเวลา สักวินาทีที่เขาอยากจะทรุดตัวลงนั่งคุยกับใครบางคน
ซึ่งเขารู้ว่าได้ยืนอยู่ข้างเขาตลอดมาและพร้อมจะอยู่กับเขาตลอดไป
สิ่งที่เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนและอบอวลอยู่ในคำ ๆ นี้
คือมิตรภาพ ซึ่งอาจจะก่อตัวขึ้นได้ทุกขณะ ตั้งเค้าเร็วกว่าพายุดีเปรสชั่นใด ๆ
เพียงแค่ตาสบตา ริมฝีปากกระตุกทำมุมน่ารักกับใบหน้า
เชื่อไหมว่าแค่นี้มิตรภาพก็เดินทางมาถึงแล้ว
มิตรภาพมีความหมายและความสำคัญกับชีวิต ยิ่งใหญ่
เพราะมันเริ่มต้นจากการให้ และสามารถสิ้นสุดลงด้วยเข้าใจ
ไม่เหมือนกับความรักที่มักเริ่มจากการให้ ดำเนินต่อไปด้วยการเรียกร้อง
และมักจะสิ้นสุดด้วยการมองหน้ากันไม่ติด
ฉันไม่ใช่คนมีเพื่อนมาก เพราะถือว่าเพื่อนไม่ใช่ฟุตบอลที่เมื่อลงสนามก็ต้องรีบวิ่งไปยิงประตูทำแต้มให้ได้มากที่สุดก่อนหมดเวลา
 
เพื่อนไม่มีกฎกติกา มิตรภาพไม่มีการพักครึ่งหรือหมดเวลา
และความสัมพันธ์ไม่มีคำว่าแพ้ชนะ ฉันจึงไม่รีบร้อนที่จะมีเพื่อน

มันเป็นเรื่องง่ายในการที่จะหาเพื่อนใหม่
แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะรักษามิตรภาพระหว่างเรากับเพื่อนให้คงอยู่ตลอดไป
เพราะเพื่อนเป็นสสารที่แปลก ยิ่งคบกันนาน ก็ยิ่งเปราะบาง
และง่ายต่อการแตกหัก
มิตรภาพของเพื่อนที่เติบโตไปพร้อมกับวันเวลาในการคบหา
ทำให้คนสองคน (หรือมากกว่านั้น) สนิทกันมากขึ้น
จนบ่อยครั้งความสนิทก็ได้ทำให้เราละเลยหรือมองข้ามอะไรบางอย่างไป
บ่อยครั้งความสนิททำให้เราทำร้ายจิตใจเพื่อนโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรือโดยที่เราไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ
บางครั้งเราอาจจะปรับความเข้าใจกันได้
แต่ก็มีไม่น้อยที่มันลุกลามและรุนแรงเกินที่เราจะไหวทัน
และกว่าจะรู้ตัวมันก็ทำลายอะไรต่อมิอะไรย่อยยับลงไปหมดแล้วทั้งนี้ทั้งนั้นเชื่อไหมว่าบางทีมันอาจจะเกิดเพราะคำมักง่ายที่พลั้งปากไปเพียงไม่กี่คำเท่านั้นเอง

ฉันเคยเห็นเพื่อนที่คบกันมาเกือบสิบปี
เลิกคบกันเพียงเพราะอีกคนลืมนัด และทิฐิเกินกว่าจะขอโทษ
และอีกคนก็ใจแข็งเกินกว่าจะยอมให้อภัย อาจจะดูงี่เง่า
(ซึ่งฉันก็ว่ามันงี่เง่า) แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว
ก็อย่างที่บอก เพื่อนเป็นสสารที่แปลก ยิ่งคบกันนาน ก็ยิ่งเปราะบาง และง่ายต่อการแตกหัก

อย่าให้ความสนิทเป็นดาบสองคมที่จะทำลายมิตรภาพและคำว่าเพื่อนลงเลย
มันอาจจะง่ายในการที่เราจะหา "เพื่อนใหม่"สักคน
แต่มันยากกว่านะ ที่เราจะมี "เพื่อนเก่า"สักคน "เพื่อน"
ได้ยืนอยู่ข้างเราตลอดมา และพร้อมจะอยู่กับเราตลอดไป
4 décembre

ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ

 
บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆไป
เพียงเพราะใช้เวลาสั้นๆ ตัดสินสิ่งนั้นว่า "ไร้สาระ"
หลายวันก่อน เพื่อนคนหนึ่งถามฉันว่า
"ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ ? "
ฉันไม่ได้สนใจคำถามนั้นเท่าไหร่
เพียงรู้สึกว่าเป็นคำถามที่ไม่มีสาระอะไรมากมาย
แต่ก็ตอบเล่นๆไปว่า
"เพื่อความสะดวก หรือไม่ก็ช่วยให้คนขี้ลืมและชอบวางยางลบไม่เป็นที่ ได้มียางลบใช้มั้ง"

เพื่อนของฉันยิ้ม ก่อนจะตอบฉันสั้นๆว่า
"ไม่ใช่"
"อ้าว. . .งั้นเพราะอะไรล่ะ"
ฉันอดที่จะถามไม่ได้

"คนเราสามารถทำผิดกันได้"
". . . . . . . . . . . . . . . . . . "
ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง หลังได้ยินคำตอบ
ปล่อยให้เจ้าของคำถามเดินจากไป
โดยไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่าคำตอบสั้นๆของเขาจะอธิบายฉัน

คำถามของเพื่อนที่ฉันเคยมองว่าไร้สาระ
กลับทำให้ฉันเก็บมาคิดแทบทุกขณะที่สมองว่าง
เย็นวันนั้น ฉันจึงหยิบโทรศัพท์เขียนข้อความส่งถึงเพื่อนๆด้วยประโยคที่ซ้ำกัน.
.

"ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ
. . . . . . . .
. . . . . . . . . . . . .
เพราะคนเรามีสิทธิ์ทำผิดกันได้
. . . . . . . .
. . . . . . . . . . . . . .
แต่จงจำไว้ว่า. . .เราไม่ควรใช้ยางลบให้หมดก่อนดินสอ
เพราะนั่นอาจหมายความว่า เรากำลังทำผิดซ้ำๆ จนความผิดนั้นอาจสายเกินแก้"

ฉันเองยังไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่คิดต่อจากเพื่อนจะถูกต้องหรือไม่
และเพื่อนๆที่ได้รับข้อความจากฉัน
จะเข้าใจในสิ่งที่ฉันต้องการจะบอกหรือเปล่า

จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ. . .นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการนัก
สิ่งที่ฉันอยากได้รับ คือ เพื่อนของฉันจะคิดต่อจากความคิดของฉันอย่างไร
และลึกๆ ฉันแค่หวังว่า เพื่อนของฉันจะกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด
และไม่ประมาทในการกระทำของตัวเอง. .

เพียงแค่นั้น ฉันก็หมดห่วง
 
                                                                       Credit by น้องสาวคนหนึ่ง